ฟาฏินา วงศ์เลขา
ณ วันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างคาดหวังกันว่าการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21
นั้นสถานศึกษาจะเป็นหน่วยบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการแข่ง
ขันอย่างเสรีที่จะเกิดขึ้น
การพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติในอนาคตต้องมีศักยภาพหลายด้านและนำไปสู่ความ
เป็นสากล
ต้องปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น
และการเรียนรู้เฉพาะภาษาแม่และภาษาต่างประเทศที่ 2
อย่างเช่นในอดีตนั้นคงไม่เพียงพอแล้ว ยังต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ 3,
4, .
เพราะเมื่อเรียนรู้ได้หลากหลายภาษาจะส่งผลให้เราได้เปรียบทั้งในด้านการสื่อ
สาร การเจรจาต่อรอง
แต่สิ่งที่ต้องเน้นย้ำและไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือต้องปลูกฝังความรู้ควบคู่คุณธรรมเพื่อพัฒนาให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันในประชาคมโลกได้อย่างสันติสุข
ด้วย
กระทรวงศึกษาธิการ
โดยสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
มีความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานใน
ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับโรงเรียนชั้นนำที่มีความพร้อมให้เป็นโรงเรียนดี
มีมาตรฐานสากล หรือที่เรียกกันว่า World-Class Standard School
เพื่อสร้างคนไทยรุ่นใหม่ให้เป็นคนดีของสังคมโลก
โดยคาดหวังยกระดับการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล
ยกระดับการบริหารจัดการระบบคุณภาพ พร้อมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ทั้งนี้โรงเรียนมาตรฐานสากลมุ่งสร้างผู้เรียนให้มีศักยภาพด้วยการพัฒนาหลัก
สูตรและการจัดการเรียนการสอนที่ใช้เป็นเป้าหมายในการยกระดับการจัดการศึกษา
ของทั้งโรงเรียน
การออกแบบหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พ.ศ.2551 ซึ่งผู้เรียนจะเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8
กลุ่มสาระและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่กำหนด
มีการพัฒนาต่อยอดคุณลักษณะที่เทียบเคียงกับสากล
โดยโรงเรียนต้องพิจารณาให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความพร้อมและจุดเน้นที่มี
ความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละโรงเรียน
ส่วน "บันได 5 ขั้น"
ของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่คุณภาพ
ที่คาดหวังคือ ขั้นที่ 1 การตั้งประเด็นคำถามและสมมุติฐาน (Hypothesis
Formulation) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งข้อสงสัย
ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล ขั้นที่ 2
การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Searching for Information)
เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย
เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต หรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็นต้น ขั้นที่ 3
การสรุปองค์ความรู้ (Knowledge Formation)
เป็นการฝึกให้นำความรู้และสารสนเทศ หรือข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การ
ทดลอง มาคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ความรู้ ขั้นที่ 4
การสื่อสารและการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication)
เป็นการฝึกให้นำ
ความรู้ที่ได้มานำเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ
และขั้นที่ 5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service)
เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ
ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม
โดยจะนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์
และในการจัดการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้นนั้นมีหลายวิธี
แต่วิธีการหนึ่งที่ยอมรับกันว่ามีประสิทธิภาพและใช้กันอย่างกว้างขวางเป็น
การเปิดโลกกว้างให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระในเรื่องหรือประเด็น
ที่สนใจ คือ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ดังนั้น
ในโรงเรียนมาตรฐานสากลจึงนำบันได 5
ขั้นสู่การจัดการเรียนการสอนโดยผ่านรายวิชา "การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง"
ซึ่งเป็นรายวิชาเพิ่มเติมประกอบด้วย 3 สาระ ดังนี้
IS 1
การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation)
เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียนกำหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า
แสวงหาความรู้และฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้
(บันไดขั้นที่ 1-3)
IS 2 การสื่อสารและการนำเสนอ
(Communication and Presentation)
เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับ มาพัฒนาวิธีการถ่ายทอด
สื่อสารความหมาย แนวคิด ข้อมูลและองค์ความรู้ ด้วยวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม
หลากหลายรูปแบบและมีประสิทธิภาพ (บันไดขั้นที่ 4)
IS 3
การนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity)
เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียนนำและประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ
หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เกิดบริการสาธารณะ (Public Service)
(บันไดขั้นที่ 5)
แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในสังคมออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊กนั้นเกิด
"กลุ่มต่อต้านวิชา IS แห่งประเทศไทย" โดยมีคำถามว่า "ถ้า "IS"
เป็นวิชาเรียนที่คู่ควรและเหมาะสมกับนักเรียนไทยจริง
ทำไมนักเรียนจึงไม่เห็นด้วยกับวิชานี้ มีประโยชน์จริงหรือ
หรือเป็นเพียงสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดว่าเด็กทำได้โดยไม่ดูศักยภาพของผู้เรียนที่
แท้จริง"
ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ท้าทายซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้อง
เก็บมาทบทวนไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่และศึกษาถึงสาเหตุที่แท้จริงถึงการต่อต้าน
วิชา IS
เพราะที่ผ่านมายังไม่ปรากฏให้เห็นว่ามีการต่อต้านการเรียนรายวิชาอื่นใด
ชัดเจนเช่นนี้มาก่อน
แม้ว่าการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจะเป็นวิธีการที่ยอมรับกันว่ามีประสิทธิภาพ
และใช้กันอย่างกว้างขวาง
สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวไปสู่โลกกว้างด้วยการศึกษาค้นคว้าได้อย่างอิสระ
แต่ในกระบวนการนำไปใช้จะต้องคำนึงถึงความพร้อม วัย
และพัฒนาการของผู้เรียนด้วย
เพราะเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผู้เรียนแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างหลากหลาย
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความถนัด ความสนใจ
และศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคล.
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 ธ.ค. 2555 (กรอบบ่าย)--
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น